โครงการ “ละครกลางแปลง...สำแดงชุมชน”

หลักการและเหตุผล
การพัฒนา “คน” และ “ชุมชน” อย่างยั่งยืน ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างความเข้มแข็งทางสังคม ซึ่งการที่จะพัฒนาให้สิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยกันอย่างสอดคล้องและเชื่อมโยงจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาความรู้ ทักษะ มุมมอง และค่านิยม ของคนในชุมชนและสังคม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สภาพเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน

มหาวิทยาลัยถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาคนและชุมชนอย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยความรู้และปัญญาจากศาสตร์ต่างๆ อย่างลุ่มลึกและกว้างขวาง นักวิชาการมีโอกาสในการลงชุมชนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและได้เรียนรู้ร่วมกันกับชุมชนในหลากหลายมิติซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการวิจัยและส่งเสริมศาสตร์แขนงต่างๆ รวมทั้งการพัฒนารากฐานของประเทศซึ่งก็คือชุมชนนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม แม้มหาวิทยาลัยต่างๆ จะมีการตอบรับกระแสการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน “เพื่อ” ชุมชน “ของ” ชุมชน และ “โดย” ชุมชน ก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ในแง่ของการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ด้านวิชาการกับคุณค่าที่แท้จริงของชุมชน ส่งผลให้เกิดการคิดเฉพาะส่วนโดยไม่ได้มองภาพในมุมกว้าง แยก “วิชาการ” ออกจาก “คุณค่า” ของชีวิต ดังนั้น การเรียนการสอนจึงไม่มีบทบาทมากพอที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ขาดการ “รู้จริง” จากการ “ทำจริง” ส่งผลให้นักศึกษาไม่สามารถบูรณาการความรู้ให้เข้ากับคุณค่าของชีวิตและสังคมได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องทบทวนบทบาทของตนเอง เพื่อให้สถาบันการศึกษานั้นเป็นแหล่งพึ่งพิงของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะของสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสังคม ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาคนและชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งมุ่งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ และแนวทางการดำเนินงานเพื่อบูรณาการกับการเรียนการสอน จึงได้กำหนดจัดงานโครงการ "สื่อหลอมรวมสร้างสรรค์เพื่อการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น" ร่วมกับชุมชนเชียงรากน้อย ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 โดยโครงการนี้มุ่งตอบเกณฑ์ชี้วัดความเข้มแข็งของชุมชนได้ 2 มิติ ได้แก่ 1) มิติความเข้มแข้งด้านสังคมและองค์กรชุมชน ซึ่งมีตัวชี้วัดย่อยได้แก่ การจัดการและการบริหารองค์กรชุมชน ความสัมพันธ์ภายในองค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน และ 2) มิติความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรมและการเรียนรู้ ซึ่งมีตัวชี้วัดร่วมได้แก่ การอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน และการจัดการตนเองทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

โครงการ “ละครกลางแปลง...สำแดงชุมชน” จึงเกิดขึ้นภายใต้โครงการหลักที่มีการดำเนินงานต่อยอดมาแล้วเป็นปีที่ 2 โดยโครงการจะสร้างสรรค์รายการในเชิงวิชาการที่บูรณาการในรายวิชาเรียนของนักศึกษา ให้สอดคล้องกับโครงการบริการวิชาการ กล่าวคือ การผลิตสร้างสรรค์งานในเชิงบริการวิชาการกับชุมชนนั้น สื่อที่สามารถใช้ในการสร้างภาพเสมือนจริง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ สื่อที่อยู่ในขอบเขตของความบันเทิง เพราะฉะนั้นแล้วเป็นเรื่องของการศึกษาในเชิงวิชาการที่นักศึกษาจะได้ผลิตและสร้างสรรค์สื่อบันเทิงอย่างมีสาระ คุณค่าและคุณประโยชน์ เพื่อให้ชุมชนเชียงรากน้อย ชุมชนใกล้เคียง รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในเขตจังหวัดปทุมธานี ได้ใช้ประกอบในการเรียนการสอนให้กับนักเรียนตามโรงเรียน หรือใช้เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ของชุมชน เพื่อมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกันกับชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยกรุงเทพในเขตจังหวัดปทุมธานีผ่านกิจกรรมอาสาเชิงปฏิบัติการที่ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการฯ จะได้นำไปบูรณาการกับการเรียนการสอนในหลากหลายวิชาของคณะนิเทศศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น วิชา วท.434 การผลิตรายการโทรทัศน์ขั้นสูง รวมทั้งนำไปบูรณาการกับงานวิจัย ซึ่งในการนำความรู้และประสบการณ์จากโครงการฯ ไปบูรณาการกับการเรียนการสอนนี้ คณาจารย์จะได้มีการจัดเวทีชุมชนเสวนา โดยมีการเชิญตัวแทนจากชุมชนเชียงรากน้อย เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบาล แกนนำหมู่บ้าน นักพัฒนาชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น เพื่อมาร่วมพูดคุยถึงข้อมูลของชุมชน ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน จุดเด่นและจุดด้อย รวมทั้งความต้องการของชุมชนในมิติต่างๆ กับคณาจารย์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างระบบกลไกของการเรียนรู้ผ่านห้องเรียน โดยให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้จากการปฏิบัติซึ่งจะก่อให้เกิดการ “รู้จริง” จากการ “ทำจริง”



วัตถุประสงค์
  • 1. เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ปลูกฝังให้มีนิสัยรักการเรียนรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา มี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการ มีคุณธรรมและจริยธรรม รู้จักพัฒนาตนเอง รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม สามารถปรับตัวและเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่ดีเพื่อการดำเนินชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

  • 2. เพื่อพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงาน อื่นๆ ผ่านการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่สะท้อนอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและคณะนิเทศศาสตร์ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

  • 3. เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้คณาจารย์และนักศึกษาที่สนใจการสรรสร้างงานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม ได้มีเวทีในการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเป็นงานที่มีคุณภาพในระดับชาติและนานาชาติ

  • 4. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ที่เหมาะสมกับกระบวนการพัฒนาการศึกษาเพื่อ เสริมสร้างชุมชนเรียนรู้ร่วมกัน อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาทของคณะนิเทศศาสตร์ให้เป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

  • 5.เพื่อส่งเสริมให้ร้อยละ 70 ของอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ นำผลลัพธ์ของการจัดโครงการบริการ วิชาการแก่สังคมที่ได้จัดขึ้นเมื่อปีการศึกษา 2554 มาบูรณาการกับการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2555 ในรูปแบบสหวิทยาการข้ามสาขาวิชาและข้ามคณะวิชา โดยคณาจารย์ผู้สอนมีการกำหนดแนวทางการเรียนการสอนร่วมกัน หรือเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ภายใต้โครงการ "สื่อหลอมรวมสร้างสรรค์เพื่อการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น" โดยในส่วนรายวิชาแต่ละวิชา อาจารย์แต่ละท่านจะแยกสอนตามขอบเขตรายวิชาที่รับผิดชอบ

  • 6. เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายตระหนัก เห็นคุณค่า และมีความเข้าใจเกี่ยวกับ “การเรียนรู้ร่วมกัน” โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนากิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมและต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

  • 7. เพื่อสร้างแผนบริหารความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพกับชุมชนเชียงรากน้อยที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม

  • 8. เพื่อพัฒนาและสร้างระบบการบริหารจัดการข้อมูลของชุมชนในพื้นที่เป้าหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เป้าหมายผ่านกิจกรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



พื้นที่/ชุมชนเป้าหมาย
ชุมชนตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี



ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  • 1. ผู้เรียนมีนิสัยรักการเรียนรู้และรู้จักพัฒนาตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักคิด วิเคราะห์ สามารถแก้ปัญหา มีคุณธรรมและจริยธรรม รู้จักพึ่งตนเองและรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม สามารถปรับตัวและเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่ดีเพื่อการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

  • 2. เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ สำรวจจากการเพิ่มของจำนวนเครือข่าย

  • 3. เกิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคณาจารย์และนักศึกษาที่สนใจการสรรสร้างงานวิจัย เพื่อสร้างประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเป็นงานที่มีคุณภาพในระดับชาติและนานาชาติ โดยดูจากจำนวนงานวิจัยที่เกิดขึ้น

  • 4. เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ที่เหมาะสมกับกระบวนการพัฒนาการศึกษาเพื่อเสริมสร้างชุมชนเรียนรู้ร่วมกัน โดยดูจากจำนวนการผลิตผลงานด้านวิชาการ

  • 5. ร้อยละ 70 ของอาจารย์ในภาควิชาการประชาสัมพันธ์ และภาควิชาวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ นำผลลัพธ์ของการจัดโครงการห้องเรียนชีวิต จิตอาสา ปีการศึกษา 2554 มาบูรณาการกับการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการ โดยการจัดโครงการ "สื่อหลอมรวมสร้างสรรค์เพื่อการจัดการองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น"

  • 6. กลุ่มเป้าหมายตระหนัก เห็นคุณค่า และมีความเข้าใจเกี่ยวกับ “การเรียนรู้ร่วมกัน” สามารถ นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากการโครงการฯ ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้

  • 7. เกิดแผนบริหารความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นพื้นที่เป้าหมายกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

  • 8. อาจารย์เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการทำงานวิจัยและการดำเนินงานโครงการอย่างสร้างสรรค์กับแกนนำชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่

  • 9. เกิดการวางแผนสร้างระบบการบริหารจัดการข้อมูลของชุมชนหรือ “คลังสมอง” ในพื้นที่เป้าหมาย

  • 10. เกิดการบูรณาการโครงการฯ กับการเรียนการสอนวิชา วท.434 การผลิตรายการโทรทัศน์ ขั้นสูง



ผลงานจากโครงการ