โครงการจิตวิวัฒน์...สู่องค์กรแห่งการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

หลักการและเหตุผล
ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง
(We shall require a substantially new manner of thinking if mankind is to survive.)

.........อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์.........

อนาคตของมนุษยชาติอยู่ที่ การปฏิวัติจิต (Spiritual Revolution)
.........ท่านดาไลลามะ.............

ทางรอดจากวิกฤติปัจจุบันคือ การปฏิวัติจิตสำนึก (Conciousness Revolution)
..........โกรพ, ลาซโล และรัสเซล..........

จากคำกล่าวด้านบนแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงการปฏิวัติจิตเพื่อให้เกิดปริมณฑลที่กว้างขวาง เข้าถึงความเป็นจริงทั้งหมด มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติ นั่นหมายถึง เมื่อถึงวันหนึ่งร่างกายก็จะหยุดเจริญเติบโต แต่ “จิต” ของมนุษย์ยังต้องมีการวิวัฒน์หรือเติบใหญ่เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามไปได้เรื่อยๆ ไม่เว้นแม้ยามเจ็บป่วย อนาคตของมนุษยชาติอยู่ที่การมี “จิตใหญ่” ซึ่งจะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการบีบคั้น เป็นอิสระ เกิดความสุขอันประณีตซึ่งเป็นความสุขแท้ที่ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร สามารถมองเห็นและเชื่อมโยงกับธรรมชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รักเพื่อนมนุษย์และรักธรรมชาติทั้งหมด อันเป็นการนำไปสู่สันติแห่งการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ รวมทั้งทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าของทุกคนที่อยู่รอบข้างและเห็นความงามของทุกสิ่งรอบตัว เราเรียกการปฏิวัติสู่จิตใหญ่นี่ว่า “จิตวิวัฒน์”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคนในสังคมกลับดำรงจิตของตนในทางคับแคบ ที่เรียกว่า “จิตเล็ก” ซึ่งจะทำให้เกิดการคิดแยกส่วนเฉพาะตน รวมทั้งทำแบบแยกส่วนเฉพาะตัวเองและพวกของตนเอง อันจะนำไปสู่ความคิดขัดแย้งและไม่เห็นความเป็นทั้งหมด ดังนั้น เมื่อคิดแบบแยกส่วนเฉพาะตนและพวกพ้อง ก็จะทำให้เกิดความแตกแยกและรุนแรงของผู้คนในสังคม

ตัวอย่างที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ ระบบร่างกายของมนุษย์ เซลล์และอวัยวะทุกส่วนจะต้องเรียนรู้และทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ร่างกายของเราจึงจะปกติ แต่เมื่อมีเซลล์ใดคิดแบบ “แยกส่วน” ทำงานเป็นเอกเทศไม่คำนึงถือความเป็นทั้งหมด เซลล์นั้นคือ เซลล์มะเร็ง เมื่อมีเซลล์ประเภทนี้รวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมากก็จะทำให้ไปรบกวนความเป็นปกติสุขของร่างกายทั้งหมด ทำให้ชีวิตนั้นดำเนินต่อไปไม่ได้ เปรียบดังมนุษย์และธรรมชาติเป็นระบบเดียวกัน แต่เพราะคนเรามีจิตเล็กคับแคบไม่เห็นความเป็นทั้งหมด คิดแบบแยกส่วน จึงเหมือนกับว่าในสังคมนี้เต็มไปด้วยเซลล์มะเร็ง สังคมจึงเกิดอาการป่วย รวมทั้งโลกก็ป่วยไปด้วย เพราะในสังคมเต็มไปด้วยคนจิตเล็กที่คิดแบบแยกส่วนเฉพาะตน

อุปสรรคอย่างหนึ่งที่กีดขวางการเจริญงอกงามของจิตวิวัฒน์คือ “อัตตา” หรือ “ความเห็นแก่ตัว” อัตตาทำให้จิตถูกบีบคั้นด้วยความอยากและความคับแค้น ความเห็นแก่ตัวทำให้จิตคับแคบและหมกมุ่นอยู่กับตนเอง มองไม่เห็นความสำคัญหรือคุณค่าของผู้ที่อยู่รอบข้าง เป็นทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตน ซึ่งการทำงานสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการฝึกฝนจิตใจได้อย่างเป็นอย่างดี เป็นการฝึกสติหรือดูใจตนเองระหว่างทำงาน ถ้าสามารถลดอัตตาของตนเองได้ในการทำงานจะไม่พบเจอคำถามเหล่านี้ “ทำไมถึงมาว่าฉัน?” หรือ “ถือดีอย่างไรถึงมาพูดกับฉันแบบนี้?” แต่กลับมองสิ่งเหล่านั้นว่า “ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น?” “ที่เขาพูดนั้นจริงไหม?” ดังที่ท่านพุทธทาส (2552) ได้ย้ำว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ไม่ว่าจะอาชีพไหน ก็สามารถเป็นโอกาสฝึกฝนจิตใจได้เสมอ ซึ่งในอาชีพการเป็นครูบาอาจารย์ สิ่งสำคัญคือ การลดอัตตาเพื่อให้เกิดมโนธรรม ซึ่งหมายถึง ความเห็นอกเห็นใจและความปรารถนาดีต่อลูกศิษย์และผู้อื่น ทำให้เกิดความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์สมบัติ

นอกจากนี้แล้ว องค์กรยังเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพัฒนาจิตใจผ่านการทำงาน องค์กรที่ดีนอกจากจะต้องเป็นองค์กรที่ฉลาดในการจัดการความรู้แล้ว ยังต้องมีความฉลาดในการบริหารจัดการความดีอีกด้วย ไม่ใช่เพื่อพลังในการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมเท่านั้น แต่เพื่อสร้างความสุขพัฒนาจิตของคนในหน่วยงาน นั่นคือ ให้มีพลังในการทำความดีด้วยอัตตาที่เบาบาง (พระไพศาล วิลาโล, 2551) ซึ่งในบรรยากาศขององค์กรสิ่งสำคัญที่จะทำองค์กรเดินต่อไปได้คือ บรรยากาศแห่ง “การเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน” ดังคำกล่าวที่ว่า “พวกเราเติบโตได้ในบรรยากาศของการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน” (Chapman & White, 2011) การตระหนักและยอมรับรวมทั้งให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน จะทำให้เกิดวัฒนธรรมของการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน และเกิดเป็นองค์กรที่คนเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน เพื่อผลสุดท้ายที่ทุกคนจะได้รับคือ “ความสุขในองค์กร”

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาจิตเล็กไปสู่จิตใหญ่หรือ “จิตวิวัฒน์” ที่จะช่วยพัฒนาบุคลากรและองค์กรให้เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยพลังของการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน จึงได้กำหนดจัดโครงการ “จิตวิวัฒน์....สู่องค์กรแห่งการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน” ขึ้น ในวันอังคารที่ 7 ถึงวันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2555 ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต โดยได้ร่วมกับโรงเรียนพ่อแม่ลูก ซึ่งก่อตั้งโดยคุณอังคณา มาศรังสรรค์ (ครูณา) ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่มีการนำกระบวนการสุนทรียสนทนาหรือการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep listening) มาใช้เป็นแกนกลางในการนำผู้คนค้นหาคำตอบภายในของแต่ละคนด้วยตนเอง โดยจะเอื้อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ค้นพบ “ปัญญาญาณ” (เกิดจากสติและสัมปชัญญะ) ในตนเอง อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับตน ซึ่งจะทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้เข้าสู่เส้นทางของความศรัทธาต่อสิ่งดีงาม เพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขต่อตนเอง คนรอบข้าง องค์กร และสังคม ซึ่งหลังจากการเสร็จสิ้นโครงการดังกล่าวแล้ว คณะนิเทศศาสตร์หวังว่าคณาจารย์ที่เข้าร่วมรับการอบรมจะได้นำความรู้หรือแนวคิดที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักและเรียนรู้ถึงการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว จะทำให้คณาจารย์ได้เรียนรู้ถึงวิธีการที่จะทำให้ตนมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น และสามารถทำให้เข้าใจตนเองได้ในที่สุด พร้อมที่จะเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะปรับตัว พร้อมที่จะคิดต่างทำต่างเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งสำหรับชีวิตในองค์กรแล้ว แรงจูงใจที่ทรงพลังมากที่สุดไม่ใช่การขึ้นเงินเดือนหรือรางวัลตอบแทน แต่เป็นการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกันซึ่งต้องทำการสื่อสารตลอดเวลาว่า “สมบัติอันล้ำค่าขององค์กร คือ พวกเราทุกคน” (พงษธร ตันติฤทธิ์ศักดิ์, 2554)



วัตถุประสงค์
  • 1. เพื่อให้คณาจารย์เกิดการเรียนรู้และพัฒนาจากจิตเล็กไปสู่จิตใหญ่ หรือที่เรียกว่า จิตวิวัฒน์

  • 2. เพื่อให้คณาจารย์ตระหนักและเห็นคุณค่าความสำคัญของการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ผ่านกระบวนการ การฟังและการใคร่ครวญด้วยหัวใจ

  • 3. เพื่อให้คณาจารย์เข้าใจและสามารถฟังอย่างลึกซึ้ง เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจตนเองได้ ผ่านกระบวนการการฟังและการใคร่ครวญด้วยหัวใจ



ผู้เข้าร่วมโครงการ
คณาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จำนวน 30 คน



ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  • 1. กลุ่มเป้าหมายมีความรู้และความเข้าใจเรื่อง “จิตวิวัฒน์” และสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปพัฒนาตนเองให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

  • 2. กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน โดยผ่านกระบวนการการฟังและการใคร่ครวญด้วยหัวใจ เพื่อให้เกิดการเข้าใจตัวเอง การคลี่คลายปมในใจ การรักตนเองและผู้อื่น รวมทั้งสร้างพลังเห็นการคิดบวกได้เป็นอย่างดี และมีความพร้อมที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในองค์กร

  • 3. กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าใจวิธีการฟังอย่างลึกซึ้ง การเข้าใจผู้อื่น และการเข้าใจตนเอง ผ่านกระบวนการการฟังและการใคร่ครวญด้วยหัวใจได้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะนำไปใช้ในการทำงานเพื่อก่อให้เกิดองค์กรแห่งความสุข

  • 4. เกิดการนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากจากดำเนินโครงการไปบูรณาการกับการวิจัย