โครงการ "บัดดี้อาสา"

หลักการและเหตุผล
ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันได้เน้นการผลิตผู้เรียนให้เป็นผู้มีความรู้ผ่านทางการท่องจำซึ่งเป็นการถ่ายโอนความรู้จากตัวหนังสือสู่ผู้อ่าน แต่มิได้มุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจที่หลอมหลวมเอาพื้นฐานทางวัฒนธรรม ชุมชน บริบท หรือสังคมมาเป็นสิ่งสำคัญแต่อย่างใด เป็นเพียงการอ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างผิวเผินโดยปราศจากการคิดวิเคราะห์ในหลายๆ แง่มุม เกิดเป็นความรู้แบบแคบๆ ที่กลายเป็นแบบอย่างของการบริโภคระบบการศึกษาไทยที่คุ้นชิน ผู้เรียนมุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในระบบการศึกษา เพื่อให้เกิดการยอมรับจากสถาบันทางสังคมที่เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมนั่นคือ สถาบันครอบครัว รวมไปถึงสังคมลำดับไกลออกไป เช่น ครูอาจารย์ เพื่อน สังคม เป็นต้น ซึ่งแท้ที่จริงความรู้ที่ได้จากการท่องตำราเป็นการเอาวิชาเป็นตัวตั้งแล้วการเรียนรู้จากรูปแบบอื่นๆ เช่น เรียนรู้วิถีวัฒนธรรม เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม เป็นแนวทางเสริมหรืออาจจะไม่ปรากกฎเลยในระบบการศึกษา ทำให้ผู้เรียนมีไอคิวแบบหลวมๆ แต่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญา” เพราะปัญญาไม่ได้ใช้วิชาเป็นตัวตั้ง แต่เอาการเรียนรู้ผ่านวิถีวัฒนธรรม ที่เน้นการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ การรู้จักแก้ปัญหาร่วมกัน การช่วยเหลือกัน และการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของชุมชนท้องถิ่น มาเป็นตัวตั้งและเอาวิชามาเป็นเพียงตัวเสริม ดังนี้ผู้เรียนจึงจะมีปัญญา

ชุมชนเป็นบ่อเกิดของการเรียนรู้ที่ฝากตำราไว้เบื้องหลัง เมื่อเรียนรู้และเกิดความเข้าใจ ผู้เรียนก็จะทราบว่าโดยแท้จริงแล้วชุมชนเป็นบ่อเกิดของประดิษฐกรรมทั้งทางวัตถุและความคิดที่ดีๆ มากมาย ดังนั้น การที่จะให้ผู้เรียนได้ซึมซับเรื่องราวการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นหรือเรียกว่าเรียนรู้ทั้งชีวิตคือ การเรียนรู้จากชุมชน แต่ก็ไม่ใช่การเรียนรู้แต่เพียงฝ่ายเดียว คนในชุมชนเองก็มีความจำเป็นต้องเรียนรู้จากโลกภายนอกชุมชนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังจะเติบโตไปเป็นกำลังของสังคม นั่นคือ เยาวชน หากเยาวชนในชุมชนยังไม่เข้าใจว่าตนเองนั้นมีศักยภาพมากเพียงไร คิดเพียงต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างฉาบฉวยเพื่อให้ทัดเทียมกับเยาวชนในชุมชนเมืองภายนอก ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่เราจะต้องสูญเสียอัจฉริยะคนสำคัญคนหนึ่งไป เพราะเยาวชนในชุมชนควรจะสำรวจดูรากเหง้าของตนเองและเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงที่มาและที่จะไปของชุมชนในอนาคต เพื่อคงไว้ซึ่งรากเหง้าที่มีคุณค่าและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่หมุนไปของโลก เพราะต้องยอมรับว่าโลกใบนี้จะไม่มีการหยุดนิ่ง มีแต่จะหมุนเร็วกว่าในอดีต ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชุมชน เพียงแต่ก็ต้องมาขบคิดกันว่าจะต้องปรับอย่างไรจึงจะไม่กระทบต่อรากเหง้าหรือสิ่งที่มีคุณค่าในชุมชน การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนภายในและคนภายนอกชุมชนจึงน่าจะเกิดเป็นเรื่องราวดีๆ ที่สามารถทำให้คนในชุมชนได้รู้ปัญหาที่แท้จริงของตนโดยมีคนนอกชุมชนเป็นผู้สนับสนุนให้การช่วยเหลือ

ในขณะเดียวกันคนนอกชุมชนก็มีโอกาสที่ดีในการใช้สมองขบคิดวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งยิ่งมีปัญหามากเท่าไหร่ ปัญญาก็จะยิ่งเกิดมากขึ้นเท่านั้น โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เพียงการท่องหนังสืออย่างเดียวจึงไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ ถ้าอยากให้เยาวชนเป็นคนดี ต้องให้เขาได้เรียนรู้โดยไม่รู้ตัวจากการเห็นผู้อื่นปฏิบัตินั่นคือ การเรียนรู้จากสังคมที่ดี เช่น ครอบครัว ชุมชน และสังคมที่ใหญ่กว่า แต่ปัจจุบันวิธีการสอนไม่ได้เป็นเช่นนั้น เรากลับใช้วิธีการสอนให้เด็กเป็นคนดีด้วยวิธีที่ใช้ได้ผลน้อยที่สุด คือ การเอาคะแนนเป็นหลัก คะแนนจึงไปอยู่ที่การท่องตำราเพื่อให้เกิดการจำได้ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่าการศึกษาที่แยกส่วนจากชีวิตและสังคม ดังนั้น การเปิดพื้นที่การเรียนรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ครูอาจารย์หรือสถาบันการศึกษา แต่เพื่อการเรียนรู้ที่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งมวลจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทั้งหมดหรือพื้นที่ภายนอกเพื่อเข้าสู่การเรียนรู้ และเราคงต้องกลับมาสำรวจว่ามีทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้อะไร และจะจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร

เรื่องราวดีๆ ที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนและนอกชุมชนได้มาบรรจบพบกันหาได้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากนัก มหาวิทยาลัยกรุงเทพในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่และบทบาทในการส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดทั้งความรู้และความดี เล็งเห็นว่าพื้นที่การศึกษาที่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างความดีเพื่อเป็นพื้นฐานใจให้กับผู้เรียนได้ ดังนั้น ทางภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จึงได้กำหนดจัดงาน “บัดดี้อาสา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดเรื่องราวดีๆ ระหว่างนักศึกษารุ่นพี่กับเยาวชนรุ่นน้องจากชุมชนตำบลเชียงรากน้อย โดยให้พี่และน้องได้ลงมือทำความดีด้วยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ ใกล้ตัว อันเป็นการส่งเสริมและปลูกฝังความมีจิตอาสาเพื่อการเรียนรู้นอกตำราจากทรัพยากรของจริงในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งวิธีการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้การสอนให้ผู้เรียนทำดีหรือเป็นคนดีไม่เป็นเรื่องที่ยากและลำบากอีกต่อไป

โครงการนี้เป็นโครงการย่อยในโครงการใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า “50 พลังความดี...50 ปี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชา PR406 : Event and Sponsorship Communication วิชา PR409 : Public Relations Seminar และวิชา PR402 : Corporate Communication ที่มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ในสาขาวิชาฯ มาใช้ประโยชน์ และเปิดโอกาสให้นักศึกษานำทฤษฎีความรู้ที่เรียนมาประยุกต์สร้างสรรค์กิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของสังคม เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์วิชาชีพแก่นักศึกษาผู้จะสำเร็จเป็นบัณฑิตนิเทศศาสตร์ต่อไปในอนาคต ทั้งยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ร่วมสร้างการรับรู้แก่ประชาชนทั่วไปถึงวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยกรุงเทพอีกด้วย



วัตถุประสงค์
  • 1. เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและยุวชนร่วมกันทำความดีด้วยการคิดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

  • 2. เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

  • 3. เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชุมชนโดยรอบ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

  • 4. เพื่อสร้างการรับรู้แก่สาธารณชนถึงวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ



ผู้เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มเป้าหมายโครงการ)
  • • กลุ่มเป้าหมายหลัก
  •      • นักศึกษาภาควิชาการประชาสัมพันธ์ที่เรียนวิชา PR 409, PR 406 และ PR 402
  •      • นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพทุกชั้นปี
  •      • นักเรียน นักศึกษากลุ่มเยาวชนอาสาเชียงรากน้อย จำนวน 50 คน
  •      • นักเรียน นักศึกษาในเขตกรุงเทพและปริมณฑล
  •      • ชุมชนรอบมหาวิทยาลัย

  • • กลุ่มเป้าหมายรอง
  •      • อาจารย์และเจ้าหน้าที่และบุคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง
  •      • สื่อมวลชนสาขาต่างๆ



รูปแบบของโครงการ
รูปแบบของกิจกรรมดังกล่าวคือ จะให้นักศึกษาภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จับคู่เป็นบัดดี้กับยุวชนจิตอาสาจากชุมชนตำบลเชียงรากน้อยซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนวัดเมตารางค์ และโรงเรียนศาลาพัน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จำนวนประมาณ 50 คู่ ร่วมกันคิดโครงการสร้างสรรค์ทำความดีกับชุมชนตำบลเชียงรากน้อยในด้านต่างๆ ซึ่งโครงการที่คิดสามารถจะนำไปต่อยอดใช้ได้จริงในชุมชน โดยโครงการทั้งหมดจะประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ และให้บุคคลทั่วไปได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมโหวตตัดสินแนวคิดที่ดีที่สุด 3 แนวคิด



วันเวลาและสถานที่จัดกิจกรรม
  • 1. กิจกรรมทัศนศึกษาโครงการพระราชดำริ วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 ณ ศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อน จ. ฉะเชิงเทรา

  • 2. กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ บัดดี้อาสา วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ณ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

  • 3. กิจกรรมการจัดนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ 50 พลังความดี และประกาศรางวัล บัดดี้อาสา ในวันพุธที่ 13 มีนาคม 2556 ระหว่างเวลา 10.00-16.00 น. ณ บริเวณโรงโถงชั้น 1 อาคารหอสมุดสุรัตน์ฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต



ประมวลภาพโครงการ